วันเสาร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

บทความห้ามอ่าน

ผมอ่านบทความ สปิริช่วลฯ ในสารประชาสัมพันธ์ เมื่อวันจันทร์สิบหกธันวาที่ผ่านมา ผมนึกถึงคำนี้นะครับ คำว่า แปลกแยก

ปู่กับย่าผมเป็นชาวนา ยายเป็นแม่ค้า ตาเป็นช่างตีเหล็ก แต่ผมกลายเป็นนักวิชาการและกำลังจะได้เห็นกระแสการไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ไปฝังตัวอยู่กับผู้คน ไปนำชุมชนพัฒนา ให้สมกับปรัชญาของสถาบันที่ว่า ประทีปถิ่น ประเทืองไทย

การศึกษานี่สุดยอดจริงๆครับ สามารถทำให้ลูกแปลกแยกจากพ่อแม่ ทำให้หลานแปลกแยกจากปู่ย่าตายาย เขวี้ยงมนุษย์ไปให้พ้นจากรากเดิมของตัว ไปให้ไกลที่สุด สูงที่สุด แล้วก้มหน้าลงมาชื่นชมยินดีเมื่อได้กลับมาเรียนรู้รากของตัวที่ตัวไม่ยินดีจะรู้จักมาตั้งแต่ต้น

ผมพูดคำว่าชาวบ้านไม่ค่อยเต็มปากครับ เพราะผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวเมือง และไม่เคยเรียกตัวเองว่านักวิชาการ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองมีความเป็นอะไรที่ว่านี้อย่างแท้จริงหรือไม่ ผมกลับรู้สึกและมองเห็นว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่กำลังสำนึกและอยากเรียนรู้ว่าคนที่อื่นนอกรั้วมหาวิทยาลัยเขาอยู่กันอย่างไร

หากต้องไปรู้จัก ไปเข้าใจพวกเขา ไปช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง ก็จะไปด้วยสำนึกว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมควรไปทำความรู้จักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไปช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลกันในฐานะมนุษย์ที่พึงมีความเมตตาอาทรต่อกันโดยมิพักหวังประโยชน์อื่น มิต้องแฝงสิ่งใดไว้อย่างแยบยล แม้ว่าผมจะเป็นพวกแปลกแยก คนแปลกหน้า

และหากจะเรียนรู้หรือเกิดองค์ความรู้ใดๆ ก็เกิดโดยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่ด้วยหวังให้องค์ความรู้นั้นมาหนุนอัตตาแห่งตนให้ผยองลำพอง ว่าเป็นภูมิรู้ที่มนุษย์อื่นไม่สามารถรู้ได้โดยง่าย เรา....นักวิชาการเท่านั้นที่รู้และเข้าใจ เรา...นักวิจัยเท่านั้น ที่เห็นองค์ความรู้นี้อย่างเป็นระบบและจัดระเบียบเรียบเรียงอย่างที่เรียกว่างานวิจัย แล้วก็ทำให้เรากลายเป็นอะไรสักอย่างที่อยู่เหนือพวกเขาตลอดมา

ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นเปรียบเสมือนครูของเรา เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ภาษาวิชาการถ่ายทอดให้คนอื่นฟังอย่างเรา และไม่มีใบปริญญาเป็นตราประทับอย่างเราเท่านั้น

ที่สำคัญ บางสิ่งบางอย่างที่บังตาเราอยู่ ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงนั้น พวกเขาเห็นมาก่อนเราแล้วอย่างลึกซึ้ง วิชาธรรมชาติ วิชาที่ยิ่งใหญ่กว่าวิชาใดๆทั้งปวง ไม่ใช่แนชเชอร่อลซายน์อย่างที่วิทยาศาสตร์พยายามจะทำให้มันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์นะครับ เอาจริงเข้า ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่านั่นใครที่ได้เห็นจิตวิญญาณอย่างนั้นเป็นต้องซาบซึ้งทุกราย แปลกไหมครับ ชาวบ้านเห็นครับ เพลงพื้นบ้านถึงดูมีวิญญาณ มีอะไรบางอย่างที่เพลงอัดกระป๋องทำไม่ได้ ทำยังไงก็ไม่ อิน เท่าเพลงบอกหนังลุงบ้านเรา คนพื้นบ้านแท้ถึงดูแล้วไม่ปลอมเหมือนคนเมือง


ผมเข้าใจความรู้สึกของศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ทั้งหลายที่ได้เห็นจิตวิญญาณของท้องถิ่นครับ ท่านถูกพรากไปไกลบ้าน ไกลรากของท่านนานขนาดนั้น วันใดก็ตามที่ท่านได้กลับลงไป ได้เห็นความใสสะอาดของน้ำใจแบบชาวบ้าน ที่ยอมรับท่านในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีค่าเท่ากับเขา มิใช่วงวิชาการที่ต้องตีตราติดยี่ห้อก่อนจึงจึงจะยอมรับความเป็นมนุษย์ของท่าน ท่านย่อมประทับใจซาบซึ้งดื่มด่ำราวกับได้เห็นน้ำทิพย์จากสวรรค์

ทั้งที่มันมีอยู่ที่นั่น อยู่นอกรั้วของท่าน และมันมีอยู่อย่างนั้นเสมอมา เพียงแต่ว่าท่านเพิ่งเห็นค่าของมันเท่านั้น

การศึกษานี่สุดยอดจริงๆครับ!


-----------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : จากใจผู้เขียน

ได้ตัดสินใจเขียนบทความนี้ เพราะได้อ่านบทความหนึ่งในสารประชาสัมพันธ์ ลงเนื้อความทำนองว่า เมื่อมหาวิทยาลัยกำหนดเข็มมุ่งว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนและท้องถิ่น ก็ถือเป็นโอกาสที่อาจารย์จะได้สัมพันธ์กับชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำวิจัย
อ่านแล้วหนักใจสุดขีดเลย เพราะถ้ามองแบบ "เอาประโยชน์" แทนที่จะมองว่านั่นคือ ความรับผิดชอบของเรา ความเป็นอัตตาวิชาการของเราก็จะน่ากลัวหนักเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไกลจากรากแท้ๆของชุมชนมากพออยู่แล้ว
เราต้องไป "เรียนรู้ เพื่อที่จะ "ให้" เขา ต่างหาก" ไม่ใช่ไป "เอา"
มันไม่ใช่เลยนะกิฟต์
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่รู้จะพูดกับใคร พูดในโปรแกรม(ภาค) เขาก็ฟังจนเบื่อแล้ว ก็เลยเขียนดีกว่า และใช้สรรพนามว่า "ผม" ดูค่อยหนักแน่นหน่อย

เพราะโลกนี้ยังเป็นโลกของผู้ชาย..... (ซึ่งก็เข้าใจและทำใจได้ อิอิ)

จาก แอมแปร์ เฟมิ-นิดนิด หน่อยหน่อย

1 ความคิดเห็น:

  1. อาจารย์ค่ะรูปน่ารักมากค่ะ "ชอบจัง"

    บทความอาจรย์เขียนได้ดีมากเลย น่าอ่าน และทำให้เราได้คิดอะไรๆๆมากมาย

    หนูอยากให้ทุกคนได้เข้ามาอ่านจัง.

    อิอิอิอิอิอิ

    หนูได้อ่านงานบริหารหลักสูตรแล้ว

    อาจารย์เก่งมาก

    หนูมี blog เป็นของตนเองจัง

    สมัครยังไงค่ะ

    สมัครสมาชิกblogอาจารย์ยังไงค่ะ


    I love taecher.

    am student program thai04

    ตอบลบ