วันอังคารที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓

วันอาทิตย์ที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

อารมณ์เก้ๆกังๆ


การถูกฝึกให้ควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งอยู่เสมอนั้น เป็นการดีสำหรับบางสถานการณ์ แต่อาจเป็นการแปลกพิลึกได้ในหลายๆครั้ง เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สามารถแสดงอารมณ์ต่างๆได้โดยเปิดเผย แต่เรากลับนิ่งเฉย ดิฉันไม่เคยรู้ตัวเลย ว่าได้กลายเป็นคนแบบ” ไม่เข้าพวก” หรือ”ไม่สามารถจัดเข้าพวกได้” ในหลายๆหน

เพื่อนคนหนึ่งวิเคราะห์ให้ฟัง(ตอนที่ดิฉันแก่แล้ว)ว่าสมัยเล็กๆ เหตุที่ดิฉันรู้สึกโดดเดี่ยวลึกๆอยู่บ่อยๆทันทีที่ก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน คงเป็นเพราะดิฉันมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร และพูดกับเพื่อนวัยเดียวกันไม่ใคร่รู้เรื่อง เนื่องจากอยู่กับผู้ใหญ่มากเกินไป จึงกลายเป็นคนช่างคิดเกินวัย เลยต้องพยายามหาทางออกด้วยการใช้จินตนาการแต่งเรื่องเพื่อให้มีโอกาสได้สื่อสารกับคนอื่น

ดิฉันจะนั่งเล่านิทานให้น้องๆ ฟังทุกวัน ระหว่างที่นั่งรถบัสไปโรงเรียน โดยมีเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันคนหนึ่งเป็นแฟนคลับเจ้าประจำ มานั่งคอยฟังตาแป๋ว ดิฉันมีความสุขสนุกสนานลั้นลันลามาก เมื่อเพื่อนนั่งฟังอย่างตั้งใจ เพราะเขาเป็นเพื่อนคนเดียว(ในรถ)ที่ดิฉันมี อันที่จริงน้องตัวน้อยๆนั้นน่ารักนัก แต่ที่ไหนจะคุยกันรู้เรื่องเหมือนเพื่อนวัยเดียวกันเล่า

ยิ่งเพื่อนทำท่าตั้งใจฟัง ดิฉันก็จะยิ่งเล่าได้อย่างออกรสออกชาติ จนน้องตัวเล็กๆ นั่งฟังตาโตอ้าปากหวออย่างตื่นเต้นสุดเหวี่ยง ในขณะที่เพื่อนนั่งจุ้มปุ๊กเบิ่งตาฟังอย่างตั้งใจตลอดเวลาสี่สิบห้านาที ดิฉันจึงเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าเขาเห็นเราเป็น"เพื่อนซี้ย่ำปึ้ก"อย่างแน่นอน จึงไม่ทอดทิ้งกันเช่นนี้

วันหนึ่งดิฉันเล่านิทานจบแบบตื่นเต้นเร้าใจตอนรถถึงโรงเรียนพอดี.... หากเพื่อนก็ยังนั่งฟังตาจ้องเป๋ง เหมือนน้องเล็กๆไม่มีผิด ช่างน่ารักจริงๆ .... ดิฉันคิด... ได้เวลาที่เราจะตอบแทนความน่ารักของเขาแล้ว..... ปากก็ไวดังใจนึก... ดิฉันบอกเพื่อนอย่างจริงใจที่สุดว่า....

“….คือเธอน่ารักจังเลย เรารักเธอ.... เราเลย.....”

ดิฉันพูดไม่ทันถึงตอนไคลแม็กซ์ เพื่อนก็ร้องเฮ้ยดังลั่นด้วยความตกใจสุดขีด... ...คว้ากระเป๋านักเรียนเปิดแน่บลงจากรถไม่เหลียวหลัง... ปล่อยให้ดิฉันยืนเก้ๆกังๆ ด้วยความงงสุดขั้ว ..!!... ดูเถิด....เราอุตส่าห์พูดอย่างอ่อนหวาน ดูดีมีชาติตระกูล .....เพื่อนกลับเปิดแน่บไปต่อหน้าต่อตา..... เสียมรรยืดสิ้นดี รู้งี้บอกไปด้วนๆหยั่งเคยดีฝ่า..!..

“ อะ... เราเลยยืมไอ้นี่มาให้ ....’ตูนไอ้มดแดง เอาไปอ่านซะไป๊” …. เฮ้อ....!...

.....พวกผู้ชายนี่ก็แปลกดี ถ้าพวกเขาตกใจ เขาจะหนีไปจากสิ่งนั้นให้เร็วที่สุด.... ในขณะที่เราผู้หญิงจะพูดคุยปรับทุกข์กันจนหาทางออกเจอ โดยไม่เห็นต้องเปิดหนีสี่ประตูต่อศูนย์เลยสักนิด

ประสบการณ์ชุดนี้ทำให้ดิฉันได้ข้อคิด เกิดวิจารณญาณว่าเรื่องบางเรื่องนั้น กุลสตรีสมควรเก็บไว้แต่ในอก ไม่ควรภูมิใจเสนออย่างโล่งโจ้งโอ่โถง เพราะอาจเสียฟอร์มอย่างมหาศาลได้ในที่สุด ......อย่างไรก็ตาม บทจะเก็บอารมณ์ ดิฉันก็เพียรเก็บไว้จนมิดชิด แบบที่ไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม แต่มันก็เป็นนิสัยบ๊องๆ ที่ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวเองดี

เวลาดูหนังสมัยเล็กๆ ในขณะที่ประชาชนรอบข้างหัวเราะก๊ากๆๆๆสนั่นหวั่นไหวนั้น ดิฉันจะนั่งปิดปากอมยิ้มสุดขีดด้วยอารมณ์ขันถึงขีดสุด และหัวเราะแบบไม่เปิดปากอย่างเงียบๆ ไม่มีเสียง แต่มีลมฟู่ๆออกทางจมูกนิดหน่อย และดิฉันก็ยังคงนั่งอมยิ้มสุดขีด และหัวเราะ(ฟู่ๆ)อย่างนี้ทุกครั้งที่ดูหนัง ไม่ทราบว่าเพราะอะไรเหมือนกัน อยากรู้ต้องลองทำดูนะคะ... แล้วจะได้อารมณ์ “ขำอมๆ” สนุกไปอีกแบบ : )

ครั้งที่เรียนจบมัธยมปลาย ในวันปัจฉิมฯที่ทุกคนร่ำไห้อาลัยกันนั้น ดิฉันรู้สึกใจหายอยู่พอประมาณ แต่ก็ไม่ได้ร้อง เพียงแต่นั่งนิ่งๆ และมองเพื่อนที่กำลังร้องไห้ .....ด้วยความรู้สึกเก้ๆกังๆ ...ดิฉันรู้สึกใจหายอย่างที่ว่า แต่ไม่คิดว่าจะต้องร้องไห้สะอึกสะอื้น....

คือรู้สึกเศร้า แต่ไม่ใช่ความเศร้าที่ถึงกับทำให้เราต้องร้องไห้ ดิฉันอยากอธิบายเพื่อนอย่างนี้ แต่ไม่กล้าพูด กลัวเพื่อว่าขวางโลก...

ดิฉันถามตัวเองว่าถ้าเราไม่ร้องไห้ เพื่อนจะว่าเราไม่เข้าพวกอีกไหม ...แต่ถ้าเราร้องไห้ ก็อาจแปลว่าเรากำลังพยายามทำให้เหมือนเพื่อน ทั้งที่เราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

"เฮ้อ !…..งั้นไม่ร้องดีกว่า..." ดิฉันบอกตัวเองอย่างนั้น......แล้วก็นั่งมองเพื่อนๆร้องไห้กันต่อไป(อย่างไม่ทราบจะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเองดี)

เพื่อนคนหนึ่งมาบอกทีหลังว่าเขารู้สึกว่าดิฉันเป็นคนแปลกพิลึก ....เพราะเดาอารมณ์ไม่ถูกเลย เขาไม่เคยเห็นดิฉันร้องไห้ ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ...เหมือนเป็นคนไม่มีอารมณ์.... ประโยคนี้ของเพื่อน เล่นเอาดิฉันเสียความมั่นใจในตัวเองไปพักใหญ่ เพราะดูคล้ายคนหมดสมรรถนะ หย่อนสมรรถภาพยังไงก็ไม่รู้ รู้สึกเป็นห่วงตัวเองชะมัด

อีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่เข้าพวกของดิฉัน คือในงาน"วันแม่" ไม่นานมานี้ ดิฉันและแม่ต้องขึ้นเวทีงานวันแม่ของคณะ ร่วมกับแม่ๆลูกๆอีกหลายคู่ พิธีกรประกาศให้ลูกๆคุกเข่ามอบพวงมาลัยกราบคุณแม่บนเวที คู่แม่ลูกคู่อื่นๆกอดกันแล้วก็น้ำตาไหล บางคู่น้ำตาไหลตั้งแต่ยังไม่ได้กอด บรรยากาศกำลังซาบซึ้งชวนให้ตื้นตันใจ

ดิฉันคุกเข่ากอดและและกราบแม่ที่ตัก ตอนแม่หอมแก้มซ้าย ดิฉันก็เหลือบตาไปทางด้านขวา เห็นคู่แม่ลูกที่อยู่ทางขวามือกำลังสะอึกสะอื้น พอเอียงแก้มขวาให้แม่หอม ทางซ้ายมือดิฉัน คู่แม่ลูกนักศึกษากำลังน้ำตาไหลพรากๆ กันใหญ่ทั้งแม่ทั้งลูก

แม่หอมเสร็จแล้ว ดิฉันก็กอดแม่เสร็จแล้ว แล้วก็หันมองหน้ากันแบบงงๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ระหว่างร้องไห้ให้เหมือนคู่อื่นๆ กับกอดและหอมกันต่ออีกหน่อย

แล้วดิฉันกับแม่ก็กอดและหอมกันต่ออีกสองที แต่คู่อื่นยังร้องไห้ไม่เสร็จ เราเลยนั่งต่อแบบเก้ๆกังๆ จะยิ้มก็ไม่เข้าท่า จะร้องไห้ก็ไม่เข้าที"

...ตูจะทำยังไงดีหว่า...." ดิฉันถามตัวเองอย่างขันๆในใจ ...แม่ก็คงนึกอย่างนี้เหมือนกัน.....

ดิฉันและแม่ผ่านเหตุการณ์บนเวทีครั้งนั้นมาได้ ด้วยอารมณ์เก้ๆกังๆร่วมกัน สงสัยว่านิสัยบางเรื่องดิฉันก็คงมีส่วนคล้ายแม่ จะเรียกว่าใจแข็งคงไม่ใช่ เรียกว่า "...ไม่รู้จะทำไงดี...".ดูจะเหมาะกว่า... แบบว่ามันเก้ๆกังๆดีชะมัด

และสุดท้าย ครั้งหนึ่งในภาวะวิกฤตเฉียดตาย ดิฉันและเพื่อนร่วมงานอยู่ในรถตู้ที่คนขับโชว์ลีลาท้ามฤตยูเหยียบร้อยสี่สิบ และแซงอย่างระห่ำโดยไม่คิดชีวิต ทันใดนั้น รถคันหนึ่งพุ่งสวนมาใกล้เกินกว่าจะหักหลบ ดิฉันรู้สึกได้เมื่อเห็นเหล็กพุ่งมาเฉียดแทบจะเบียดเหล็ก

...... คนขับของเราบิดพวงมาลัยหนึ่งมิลในชั่วพริบตานั้น...ทั้งรถรอดพ้นมรณะไปหวุดหวิดแบบเส้นยาแดงผ่าสี่....

ในขณะที่ประชาชนกรีดร้องลั่นกันทั้งรถ ดิฉันได้แต่นั่งตาปริบๆและความหาลูกอมในกระเป๋า ...คือรู้สึกหิวขึ้นมาเฉยๆ สันนิษฐานว่าเกิดจากการใช้พลังงานลุ้นมากเกินไป เพื่อนหันมาพูดเสียงสั่นๆว่า นี่เธอนั่งเฉยอยู่ได้ยังไง เราตกใจกันแทบตายดิฉันตอบเพื่อนตรงๆจากใจว่าเราก็ตกใจแทบตายเหมือนกัน แต่พวกเธอช่วยกรี๊ดแทนเราแล้ว.......

ดิฉันตอบดีๆแท้ๆ เพื่อนกลับฟาดเผียะเข้าให้ที่ต้นแขน พร้อมกับค้อนขวับให้อีกหนึ่งที ผู้หญิงนี่ก็แปลกนักละ เอะอะก็หยิก เอะอะก็ตี อยู่ใกล้ๆแล้วเจ็บตัวดีชะมัด

อย่างไรดี ดิฉันขอยืนยันว่าตัวเองเป็นสุภาพสตรีขนานแท้และดั้งเดิม สูตรโบราณ และเจ้าเก่า ดังนั้นจึงมีความกลัวและความตกใจ และอารมณ์สะเทือนใจครบทุกประเภทที่ผู้หญิงเขามีกันครบถ้วน เพียงแต่ดิฉันออกจะแปลกแยกไปนิดหน่อย และความรู้สึกช้า (ไปเล็กน้อย) เท่านั้น

.....ถึงได้มีอารมณ์เก้ๆกังๆอย่างที่เล่าไปทั้งหมดข้างต้นนะคะ.... : )



วันเสาร์ที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

บทความห้ามอ่าน

ผมอ่านบทความ สปิริช่วลฯ ในสารประชาสัมพันธ์ เมื่อวันจันทร์สิบหกธันวาที่ผ่านมา ผมนึกถึงคำนี้นะครับ คำว่า แปลกแยก

ปู่กับย่าผมเป็นชาวนา ยายเป็นแม่ค้า ตาเป็นช่างตีเหล็ก แต่ผมกลายเป็นนักวิชาการและกำลังจะได้เห็นกระแสการไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ไปฝังตัวอยู่กับผู้คน ไปนำชุมชนพัฒนา ให้สมกับปรัชญาของสถาบันที่ว่า ประทีปถิ่น ประเทืองไทย

การศึกษานี่สุดยอดจริงๆครับ สามารถทำให้ลูกแปลกแยกจากพ่อแม่ ทำให้หลานแปลกแยกจากปู่ย่าตายาย เขวี้ยงมนุษย์ไปให้พ้นจากรากเดิมของตัว ไปให้ไกลที่สุด สูงที่สุด แล้วก้มหน้าลงมาชื่นชมยินดีเมื่อได้กลับมาเรียนรู้รากของตัวที่ตัวไม่ยินดีจะรู้จักมาตั้งแต่ต้น

ผมพูดคำว่าชาวบ้านไม่ค่อยเต็มปากครับ เพราะผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวเมือง และไม่เคยเรียกตัวเองว่านักวิชาการ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองมีความเป็นอะไรที่ว่านี้อย่างแท้จริงหรือไม่ ผมกลับรู้สึกและมองเห็นว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาที่กำลังสำนึกและอยากเรียนรู้ว่าคนที่อื่นนอกรั้วมหาวิทยาลัยเขาอยู่กันอย่างไร

หากต้องไปรู้จัก ไปเข้าใจพวกเขา ไปช่วยอะไรพวกเขาได้บ้าง ก็จะไปด้วยสำนึกว่าเราเป็นมนุษย์ที่สมควรไปทำความรู้จักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไปช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลกันในฐานะมนุษย์ที่พึงมีความเมตตาอาทรต่อกันโดยมิพักหวังประโยชน์อื่น มิต้องแฝงสิ่งใดไว้อย่างแยบยล แม้ว่าผมจะเป็นพวกแปลกแยก คนแปลกหน้า

และหากจะเรียนรู้หรือเกิดองค์ความรู้ใดๆ ก็เกิดโดยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่ด้วยหวังให้องค์ความรู้นั้นมาหนุนอัตตาแห่งตนให้ผยองลำพอง ว่าเป็นภูมิรู้ที่มนุษย์อื่นไม่สามารถรู้ได้โดยง่าย เรา....นักวิชาการเท่านั้นที่รู้และเข้าใจ เรา...นักวิจัยเท่านั้น ที่เห็นองค์ความรู้นี้อย่างเป็นระบบและจัดระเบียบเรียบเรียงอย่างที่เรียกว่างานวิจัย แล้วก็ทำให้เรากลายเป็นอะไรสักอย่างที่อยู่เหนือพวกเขาตลอดมา

ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นเปรียบเสมือนครูของเรา เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใช้ภาษาวิชาการถ่ายทอดให้คนอื่นฟังอย่างเรา และไม่มีใบปริญญาเป็นตราประทับอย่างเราเท่านั้น

ที่สำคัญ บางสิ่งบางอย่างที่บังตาเราอยู่ ทำให้เรามองไม่เห็นความจริงนั้น พวกเขาเห็นมาก่อนเราแล้วอย่างลึกซึ้ง วิชาธรรมชาติ วิชาที่ยิ่งใหญ่กว่าวิชาใดๆทั้งปวง ไม่ใช่แนชเชอร่อลซายน์อย่างที่วิทยาศาสตร์พยายามจะทำให้มันเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์นะครับ เอาจริงเข้า ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่านั่นใครที่ได้เห็นจิตวิญญาณอย่างนั้นเป็นต้องซาบซึ้งทุกราย แปลกไหมครับ ชาวบ้านเห็นครับ เพลงพื้นบ้านถึงดูมีวิญญาณ มีอะไรบางอย่างที่เพลงอัดกระป๋องทำไม่ได้ ทำยังไงก็ไม่ อิน เท่าเพลงบอกหนังลุงบ้านเรา คนพื้นบ้านแท้ถึงดูแล้วไม่ปลอมเหมือนคนเมือง


ผมเข้าใจความรู้สึกของศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ทั้งหลายที่ได้เห็นจิตวิญญาณของท้องถิ่นครับ ท่านถูกพรากไปไกลบ้าน ไกลรากของท่านนานขนาดนั้น วันใดก็ตามที่ท่านได้กลับลงไป ได้เห็นความใสสะอาดของน้ำใจแบบชาวบ้าน ที่ยอมรับท่านในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีค่าเท่ากับเขา มิใช่วงวิชาการที่ต้องตีตราติดยี่ห้อก่อนจึงจึงจะยอมรับความเป็นมนุษย์ของท่าน ท่านย่อมประทับใจซาบซึ้งดื่มด่ำราวกับได้เห็นน้ำทิพย์จากสวรรค์

ทั้งที่มันมีอยู่ที่นั่น อยู่นอกรั้วของท่าน และมันมีอยู่อย่างนั้นเสมอมา เพียงแต่ว่าท่านเพิ่งเห็นค่าของมันเท่านั้น

การศึกษานี่สุดยอดจริงๆครับ!


-----------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : จากใจผู้เขียน

ได้ตัดสินใจเขียนบทความนี้ เพราะได้อ่านบทความหนึ่งในสารประชาสัมพันธ์ ลงเนื้อความทำนองว่า เมื่อมหาวิทยาลัยกำหนดเข็มมุ่งว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนและท้องถิ่น ก็ถือเป็นโอกาสที่อาจารย์จะได้สัมพันธ์กับชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำวิจัย
อ่านแล้วหนักใจสุดขีดเลย เพราะถ้ามองแบบ "เอาประโยชน์" แทนที่จะมองว่านั่นคือ ความรับผิดชอบของเรา ความเป็นอัตตาวิชาการของเราก็จะน่ากลัวหนักเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไกลจากรากแท้ๆของชุมชนมากพออยู่แล้ว
เราต้องไป "เรียนรู้ เพื่อที่จะ "ให้" เขา ต่างหาก" ไม่ใช่ไป "เอา"
มันไม่ใช่เลยนะกิฟต์
อย่างไรก็ดี เนื่องจากไม่รู้จะพูดกับใคร พูดในโปรแกรม(ภาค) เขาก็ฟังจนเบื่อแล้ว ก็เลยเขียนดีกว่า และใช้สรรพนามว่า "ผม" ดูค่อยหนักแน่นหน่อย

เพราะโลกนี้ยังเป็นโลกของผู้ชาย..... (ซึ่งก็เข้าใจและทำใจได้ อิอิ)

จาก แอมแปร์ เฟมิ-นิดนิด หน่อยหน่อย